
"พระอุปัฏฐากครูบาอาจารย์เคยถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อปฏิบัติปีหนึ่งก้าวหน้ามากกว่าพระทำ 10 ปี 20 ปี หลวงพ่อก็บอกหลวงพ่อทำทั้งวัน ใจเราคิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวันละกี่ครั้ง มีเวลาปุ๊บไม่ต้องทำงานที่คิด หลวงพ่อก็ปฏิบัติทันทีเลย ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ จิตมีปีติมีความสุข พอเรามาเดินปัญญามันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจิตเราตั้งมั่นมีความสุขหล่อเลี้ยงอยู่ สงบ การเจริญปัญญาใช้พลังจิตเยอะ ถ้าจิตเราไม่มีพลังพอมันเดินปัญญาไม่ได้จริง มันแอบไปคิดเอา หรือมันแอบไปเพ่งเอา ไม่เข้าทางสายกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงบ่าย)
Aug 16
42 min

"การที่เรามีสัมมาสติ มีสติระลึกรู้กายรู้ใจของตัวเองบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้ว เรียกว่าเราได้สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ได้แปลว่าสงบ สัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตั้งมั่น คือจิตที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไป ไม่ไหลไปที่อื่น อยู่กับตัวโดยที่ไม่ได้บังคับ ต้องมีวงเล็บ อยู่กับตัวเองโดยไม่ได้บังคับเอาไว้ เพราะถ้าบังคับไว้เมื่อไร จะตกสุดโต่งไปข้างอัตตกิลมถานุโยค ข้างบังคับตัวเอง สมาธิก็ต้องไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง นั่งแล้วเพลินมีแต่ความสุข ติดในกาม เพราะฉะนั้นต้องทางสายกลาง ที่หลวงพ่อสอนเวลานั่งสมาธิ บอกอย่าไปเผลอ เผลอก็คือย่อหย่อนไป อย่าไปเพ่งบังคับกายบังคับใจ อันนี้ตึงไป ก็สอนอยู่ในเรื่องของทางสายกลางนั่นเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงเช้า)
Aug 13
59 min

"หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ ถ้าเรามีสติ ศีล สมาธิ ปัญญามันก็จะสมบูรณ์ขึ้น ขาดสติตัวเดียวก็คือหมดหวังแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาไม่มี เราจะต้องเรียนเรื่องการเจริญสติให้มาก แล้วไม่ใช่สติธรรมดา แต่เป็นสติปัฏฐาน สติธรรมดามันเกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกๆ ดวง จิตที่เป็นกุศลทุกดวงจะมีสติ แต่สติปัฏฐานเป็นสติที่ระลึกรูป นาม กาย ใจ ลำพังมีสติเฉยๆ ยังห่างไกลมรรคผลนิพพาน ไม่นิพพานหรอก ต้องเป็นสติปัฏฐานคือสติที่เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนแล้วเราจะได้เห็นความจริง กายนี้ใจนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราอยาก พอเห็น ใจมันก็จะรู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไร ดูแลรักษาให้ดีแค่ไหนถึงวันหนึ่งก็ต้องแตกสลาย ใจจะค่อยเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายของจิตใจ พอเราเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหมดความยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะพ้นทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กรกฎาคม 2569
Aug 12
1 hr 6 min

"ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาส คือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 กรกฎาคม 2569
Aug 12
25 min

"คนในโลกจิตมันปรุงแต่งอะไรไป แล้วก็ตัวเองก็หลงตามความปรุงแต่งไป มันปรุงราคะก็หลงตามราคะไป ปรุงโทสะก็หลงตามโทสะไป คนในโลกมันหลงตามความปรุงแต่งของจิต เพราะไม่มีสติรู้ทัน ส่วนนักปฏิบัติกลับข้างกัน เป็นผู้พยายามเข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง จิตไม่สุขก็พยายามแต่งให้สุข จิตไม่สงบแต่งให้สงบ จิตไม่ดีทำให้ดี มีคำว่าทำเกิดขึ้น อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่าทำ เบื้องหลังคำว่าทำก็คือโลภะ ความโลภหรือตัณหา อยากสุข อยากสงบ อยากดี อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ มีความอยากเกิดขึ้น เราก็เข้าไปปรุงแต่งจิต เราอย่าไปปรุงแต่งจิต จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ทำกรรมฐานไป จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด ไม่ห้าม ไหลได้ จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด จิตไหลไปเพ่ง ไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ไหลเข้าไปแนบกับอารมณ์กรรมฐาน ก็ให้รู้ว่าจิตไหลเข้าไปเกาะอารมณ์กรรมฐานแล้ว ฝึกตัวนี้ให้เยอะๆ ฝึกรู้ทัน จิตหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งจ้อง ไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน แล้วคราวนี้เราจะไม่ปรุงแต่งจิต เมื่อเราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิต จิตก็อยู่ในสภาพดั้งเดิมคือประภัสสร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กรกฎาคม 2569
Aug 10
1 hr

"การดูจิตมีกฎ 3 ข้อ ข้อที่หนึ่ง ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ทีนี้พอหลวงพ่อบอกให้พวกเราดูจิต พวกเราก็รีบส่งจิตไปดู ส่งจิตเข้าไปดู ตอนนี้จิตเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ใช่การดูจิตแล้ว นี่เป็นการที่จิตมันไหลออกไปแสวงหาว่า ตอนนี้มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น อันนั้นหลงอยู่ การดูจิตไม่เหมือนดูกาย ดูจิตเป็นการดูตามหลัง ความรู้สึกเกิดแล้วก็รู้ ค่อยรู้ว่ามีความรู้สึกอันนั้น ถ้าดูกายก็ดูปัจจุบัน อย่างท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลายเมื่อยืนอยู่ให้รู้ชัดว่ายืนอยู่ รู้ตรงนี้เลย รู้ชัดๆ เลย ไม่ต้องไปรู้ที่อื่นเลย รู้ในขณะปัจจุบันได้ ข้อที่สองระหว่างรู้ อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าถลำลงไปรู้ ให้รู้แบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึกสูง แล้วเห็นไปที่ถนน เห็นรถวิ่งอยู่บนถนนเยอะแยะ วิ่งไปวิ่งมา เราไม่โดดลงไปอยู่กลางถนน กฎการดูจิตข้อที่สามกับการดูกาย ข้อที่สามอันนี้ก็เหมือนกัน คือดูด้วยความเป็นกลาง ถ้าเราดูแล้วเกิดยินดีให้รู้ทัน เกิดยินร้ายให้รู้ทัน พอเรายินดียินร้ายเรารู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนรู้คนดู ไม่มีความยินดียินร้าย เป็นกลางกับทุกๆ สิ่ง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 19 กรกฎาคม 2569
Aug 9
1 hr 1 min

"ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ว่าเราจะไปเกิดที่ไหน เราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้ พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 12 กรกฎาคม 2569
Jul 27
58 min

"ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริง ของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 11 กรกฎาคม 2569
Jul 26
53 min

"ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มากสติสำคัญที่สุดเลย" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 5 กรกฎาคม 2569
Jul 17
56 min

"บุญเป็นชื่อของความสุข พอเราทำบุญ เราทำความดีแล้ว ความสุขเกิดขึ้น นี่คือกฎแห่งกรรม ทำไม่ดีก็มีผลทางไม่ดีเกิดขึ้น จิตเราเสีย ถ้าเราภาวนาทุกวันๆ เราก็จะเชื่อกฎแห่งกรรมเหมือนกัน ไม่ต้องระลึกชาติได้อะไรหรอก ไม่ต้องมีฤทธิ์มีเดชอะไรหรอก อย่างวันไหนอารมณ์ร้าย ไปด่าเขาอะไรอย่างนี้ ใจเศร้าหมอง ถ้ามานั่งสมาธิ โอ๊ย กว่าจะสงบ ไม่ใช่ง่ายเลย ไม่ค่อยสงบแล้ว นี้ก็กฎแห่งกรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป นี้เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้ากำหนด มันคือกฎธรรมชาติ ฉะนั้นกี่พระพุทธเจ้ามาสอนก็จะสอนอย่างเดียวกัน เพราะมันเป็นสัจธรรม เป็นกฎของธรรมชาติอย่างนี้ พวกเราหัดภาวนาไป แล้วเราจะเห็นผล เมื่อเห็นผลเราจะเชื่อมั่น โอ้ คำสอนของท่านมีจริง ทำดีมีผลดี ทำชั่วมีผลชั่วจริงๆ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 กรกฎาคม 2569
Jul 17
48 min
Load more
