หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม
dhamma.com
ธรรมะเพื่อการเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางโดยพระปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม A collection of the Lord Buddha's teachings conveyed by the venerable Luangpor Pramote Pamojjo, a master teacher of mindfulness for the modern world and Vipassana meditation.
สิ่งที่ผิดในการดูจิต :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 9 ส.ค. 2569
"พวกหนึ่งแสวงหาจิต พวกหนึ่งไปเพ่งจิต พวกหนึ่งไปดัดแปลงจิต จิตไม่ดีทำให้ดี จิตไม่สุขทำให้สุข จิตไม่สงบทำให้สงบ บางคนปรุงแต่งเก่ง เข้าไปปรุงแต่ง จิตมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง ก็ไปปรุงแต่งจิตให้ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไปทำจิตว่างๆ ไปทำจิตให้ว่างไม่ใช่การดูจิต ที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่ดูจิตเลย เริ่มแต่แสวงหาจิต มันก็คือการแสวงหา ไม่ใช่เอาจิตไปแสวงหาจิต หลวงปู่ดูลย์บอกว่า "ใช้จิตไปแสวงหาจิต อีกกัปหนึ่งก็ไม่เจอ" เอาจิตไปแสวงหาจิต เราไปดูผิดที่แล้ว เราไม่ได้ดูจิตหรอก เราเที่ยวสแกนไปเรื่อยๆ คิดว่าจิตอยู่ที่ไหนหนอ เที่ยวไปดู พอไปเจออะไรบางอย่าง นึกว่าจิต ก็ไปเพ่งเอาไว้ๆ บางคนก็ไปประคองรักษาจิตให้นิ่งๆให้ว่างๆ ไม่อยากให้มันทำงาน เห็นจิตมันทำงานตลอดเวลา ก็อยากให้มันหยุด ให้มันอยู่เฉยๆ พวกนี้ก็เข้าไปแทรกแซงจิต ไปประคองจิตให้นิ่งให้ว่าง ที่ว่าดูจิตๆ น้อยคนหรอกที่จะดูจิตได้ ถ้าเราภาวนา เราแสวงหาจิต เราเพ่งจิต เราดัดแปลงจิต เราประคองจิต เราจะไม่เห็นความจริงของจิต ดูไม่ได้จริง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 9 สิงหาคม 2569
Aug 26
1 hr 7 min
พัฒนาสัมมาสมาธิด้วยสัมมาสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 8 ส.ค. 2569
"ถ้าเราอยากพัฒนาในเส้นทางธรรม เราต้องทำกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เราถนัด แล้วคอยมีสติรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง จิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำลงไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน รู้ไปเรื่อยๆ จนจิตมันจำสภาวะที่ไหลไปคิด ไหลไปที่อื่น หรือไหลลงไปเพ่งอารมณ์ มันจำสภาวะที่จิตหลงไปข้างนอก หลงไปเพ่งกรรมฐาน มันหลงอะไรก็รู้ มันอาการอันเดียวกัน คือมันเคลื่อนไป จิตมันเคลื่อนจากฐาน ไหลออกไปอยู่ที่ตัวอารมณ์ พอเราฝึกบ่อยๆ พอมันเคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ เคลื่อนปุ๊บรู้ปั๊บ พอฝึกสติเราอัตโนมัติขึ้นมา จิตมันก็ตั้งมั่นถี่ขึ้นๆ ทุกคราวที่เรามีสติที่ถูกต้อง เรารู้ทันจิตที่หลงไปคิด จิตที่หลงไปเพ่ง ทุกครั้งที่เรามีสติรู้ อย่างถูกต้อง ไม่ได้จงใจรู้ มีสติรู้ไปตามธรรมดานี้ล่ะ สัมมาสมาธิจะเกิดร่วมกับสัมมาสติเสมอ แท้จริงแล้ว สมาธิเกิดร่วมกับจิตทุกดวง จิตอกุศลก็มีสมาธิ แต่ถ้าเราจะพัฒนาสัมมาสมาธิ เราต้องพัฒนาสัมมาสติ สัมมาสติเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 8 สิงหาคม 2569
Aug 25
1 hr
เรียนรู้ทุกข์ผ่านขันธ์ 5 :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 2 ส.ค. 2569
"สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ของเราที่เรามีอยู่ ให้รู้สึกที่ร่างกาย ให้รู้สึกที่ความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกที่ความจำ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรสอะไรได้ จำเรื่องราวได้อย่างนี้นี่คือสัญญา หรือรู้ที่ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลง หรือจิตมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา อันนี้เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลโลภ โกรธ หลง ฝ่ายกลางๆ อย่างสมาธิอย่างนี้ สมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกชนิดเลย ฉะนั้นเวลาเรามีสมาธิไม่แน่ว่าจิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าเรามีสติจิตเป็นกุศลแน่นอน สภาวธรรมพวกนี้ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ดูจากของจริงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ภาวนามานี้ ดูจากของจริงไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วเห็นอะไร เห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตกุศลอกุศลเกิดแล้วดับ นี่ขึ้นวิปัสสนาคือเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราเห็นตัวสภาวะเรียกว่าเรามีสติรู้สภาวะ แต่ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 2 สิงหาคม 2569
Aug 24
1 hr 1 min
แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 1 ส.ค. 2569
"ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไป ทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 1 สิงหาคม 2569
Aug 23
51 min
ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงบ่าย)
"พระอุปัฏฐากครูบาอาจารย์เคยถามหลวงพ่อว่า ทำไมหลวงพ่อปฏิบัติปีหนึ่งก้าวหน้ามากกว่าพระทำ 10 ปี 20 ปี หลวงพ่อก็บอกหลวงพ่อทำทั้งวัน ใจเราคิดถึงพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าวันละกี่ครั้ง มีเวลาปุ๊บไม่ต้องทำงานที่คิด หลวงพ่อก็ปฏิบัติทันทีเลย ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่ จิตมีปีติมีความสุข พอเรามาเดินปัญญามันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจิตเราตั้งมั่นมีความสุขหล่อเลี้ยงอยู่ สงบ การเจริญปัญญาใช้พลังจิตเยอะ ถ้าจิตเราไม่มีพลังพอมันเดินปัญญาไม่ได้จริง มันแอบไปคิดเอา หรือมันแอบไปเพ่งเอา ไม่เข้าทางสายกลาง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงบ่าย)
Aug 16
42 min
เดินอยู่ในทางสายกลาง :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 29 ก.ค. 2569 (ช่วงเช้า)
"การที่เรามีสัมมาสติ มีสติระลึกรู้กายรู้ใจของตัวเองบ่อยๆ จิตเราจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ดู เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้ว เรียกว่าเราได้สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิไม่ได้แปลว่าสงบ สัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตั้งมั่น คือจิตที่มันอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไป ไม่ไหลไปที่อื่น อยู่กับตัวโดยที่ไม่ได้บังคับ ต้องมีวงเล็บ อยู่กับตัวเองโดยไม่ได้บังคับเอาไว้ เพราะถ้าบังคับไว้เมื่อไร จะตกสุดโต่งไปข้างอัตตกิลมถานุโยค ข้างบังคับตัวเอง สมาธิก็ต้องไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง นั่งแล้วเพลินมีแต่ความสุข ติดในกาม เพราะฉะนั้นต้องทางสายกลาง ที่หลวงพ่อสอนเวลานั่งสมาธิ บอกอย่าไปเผลอ เผลอก็คือย่อหย่อนไป อย่าไปเพ่งบังคับกายบังคับใจ อันนี้ตึงไป ก็สอนอยู่ในเรื่องของทางสายกลางนั่นเอง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 29 กรกฎาคม 2569 (ช่วงเช้า)
Aug 13
59 min
หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 26 ก.ค. 2569
"หัวใจของการปฏิบัติคือการเจริญสติ ถ้าเรามีสติ ศีล สมาธิ ปัญญามันก็จะสมบูรณ์ขึ้น ขาดสติตัวเดียวก็คือหมดหวังแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาไม่มี เราจะต้องเรียนเรื่องการเจริญสติให้มาก แล้วไม่ใช่สติธรรมดา แต่เป็นสติปัฏฐาน สติธรรมดามันเกิดกับจิตที่เป็นกุศลทุกๆ ดวง จิตที่เป็นกุศลทุกดวงจะมีสติ แต่สติปัฏฐานเป็นสติที่ระลึกรูป นาม กาย ใจ ลำพังมีสติเฉยๆ ยังห่างไกลมรรคผลนิพพาน ไม่นิพพานหรอก ต้องเป็นสติปัฏฐานคือสติที่เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนแล้วเราจะได้เห็นความจริง กายนี้ใจนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่บังคับไม่ได้ เป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราอยาก พอเห็น ใจมันก็จะรู้ว่ากายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษอะไร ดูแลรักษาให้ดีแค่ไหนถึงวันหนึ่งก็ต้องแตกสลาย ใจจะค่อยเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายของจิตใจ พอเราเห็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหมดความยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะพ้นทุกข์" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 26 กรกฎาคม 2569
Aug 12
1 hr 6 min
หลักสูตรของฆราวาส : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 17 ก.ค. 2569
"ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาส คือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 17 กรกฎาคม 2569
Aug 12
25 min
นักปฏิบัติหลงเข้าไปปรุงแต่งจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 25 ก.ค. 2569
"คนในโลกจิตมันปรุงแต่งอะไรไป แล้วก็ตัวเองก็หลงตามความปรุงแต่งไป มันปรุงราคะก็หลงตามราคะไป ปรุงโทสะก็หลงตามโทสะไป คนในโลกมันหลงตามความปรุงแต่งของจิต เพราะไม่มีสติรู้ทัน ส่วนนักปฏิบัติกลับข้างกัน เป็นผู้พยายามเข้าไปปรุงแต่งจิตเสียเอง จิตไม่สุขก็พยายามแต่งให้สุข จิตไม่สงบแต่งให้สงบ จิตไม่ดีทำให้ดี มีคำว่าทำเกิดขึ้น อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่าทำ เบื้องหลังคำว่าทำก็คือโลภะ ความโลภหรือตัณหา อยากสุข อยากสงบ อยากดี อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ มีความอยากเกิดขึ้น เราก็เข้าไปปรุงแต่งจิต เราอย่าไปปรุงแต่งจิต จิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ทำกรรมฐานไป จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด ไม่ห้าม ไหลได้ จิตไหลไปคิดรู้ว่าไหลไปคิด จิตไหลไปเพ่ง ไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน ไหลเข้าไปแนบกับอารมณ์กรรมฐาน ก็ให้รู้ว่าจิตไหลเข้าไปเกาะอารมณ์กรรมฐานแล้ว ฝึกตัวนี้ให้เยอะๆ ฝึกรู้ทัน จิตหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตไหลไปเพ่งจ้อง ไปแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน แล้วคราวนี้เราจะไม่ปรุงแต่งจิต เมื่อเราไม่เข้าไปปรุงแต่งจิต จิตก็อยู่ในสภาพดั้งเดิมคือประภัสสร" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 25 กรกฎาคม 2569
Aug 10
1 hr
กฎของการดูจิต : หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 19 ก.ค. 2569
"การดูจิตมีกฎ 3 ข้อ ข้อที่หนึ่ง ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ ทีนี้พอหลวงพ่อบอกให้พวกเราดูจิต พวกเราก็รีบส่งจิตไปดู ส่งจิตเข้าไปดู ตอนนี้จิตเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ใช่การดูจิตแล้ว นี่เป็นการที่จิตมันไหลออกไปแสวงหาว่า ตอนนี้มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น อันนั้นหลงอยู่ การดูจิตไม่เหมือนดูกาย ดูจิตเป็นการดูตามหลัง ความรู้สึกเกิดแล้วก็รู้ ค่อยรู้ว่ามีความรู้สึกอันนั้น ถ้าดูกายก็ดูปัจจุบัน อย่างท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลายเมื่อยืนอยู่ให้รู้ชัดว่ายืนอยู่ รู้ตรงนี้เลย รู้ชัดๆ เลย ไม่ต้องไปรู้ที่อื่นเลย รู้ในขณะปัจจุบันได้ ข้อที่สองระหว่างรู้ อย่าถลำลงไปจ้อง อย่าถลำลงไปรู้ ให้รู้แบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึกสูง แล้วเห็นไปที่ถนน เห็นรถวิ่งอยู่บนถนนเยอะแยะ วิ่งไปวิ่งมา เราไม่โดดลงไปอยู่กลางถนน กฎการดูจิตข้อที่สามกับการดูกาย ข้อที่สามอันนี้ก็เหมือนกัน คือดูด้วยความเป็นกลาง ถ้าเราดูแล้วเกิดยินดีให้รู้ทัน เกิดยินร้ายให้รู้ทัน พอเรายินดียินร้ายเรารู้ทัน ความยินดียินร้ายจะดับ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนรู้คนดู ไม่มีความยินดียินร้าย เป็นกลางกับทุกๆ สิ่ง" หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 19 กรกฎาคม 2569
Aug 9
1 hr 1 min
Load more