รัฐบาลไทยและลักเซมเบิร์ก -ได้ลงนามใน MOU ร่วมกัน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2543 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยกับลักเซมเบิร์กจะร่ว ครม. ที่ไทยกับ ลซบ. จะร่วมกันแบ่งปัน
Best Practices ของ 2 ปท. ไปให้กับ ปท. ที่ 3 ในสาขาทางด้านสังคม โดยเฉพาะ สธ. และการศึกษา
ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2562 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ได้นำคณะ ผู้แทนไทยไปพบหารือกับ Luxembourg Agency for Development Cooperation หรือ LuxDev สนง. ที่เวียงจันทน์ เพื่อพิจารณาแนวทางที่ไทยกับ ลซบ. จะให้การสนับสนุน ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ และจากผลการหารือดังกล่าว ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องว่า จะให้การสนับสนุน สปป.ลาว ในสาขา สาธารณสุข อาชีวศึกษา และการพัฒนาชนบท และได้มีการลงนาม Letter of Understanding หรือ LoU เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ระหว่าง อธิบดี TICA (น.ส.ภัทรัตน์ หงษ์ทอง ในขณะนั้น) เพื่อเป็นกรอบการสนับสนุน สปป.ลาว ในสาขาสาธารณสุข อาชีวศึกษา และการพัฒนาชนบท
LOU มีระยะเวลา 5 ปี (2563-2568) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินความร่วมมือเพื่อการพัฒนาใน สปป. ลาว ร่วมกันระหว่างไทยและลักเซมเบิร์ก โดยผสมผสานความเชี่ยวชาญของลักเซมเบิร์กและไทยเพื่อร่วมกันแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาที่ สปป. ลาวต้องการ อาทิ สาธารณสุข อาชีวศึกษาและการอบรมช่างเทคนิค (Technical and Vocational Education and Training) และการพัฒนาท้องถิ่นและชนบท ซึ่งอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศและเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทยต่างย้ำความสำคัญของความร่วมมือไตรภาคีดังกล่าว ซึ่งเป็นการเริ่มความร่วมมือไตรภาคีครั้งแรกระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทยกล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ความเชี่ยวชาญของไทย โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินโครงการเพื่อ การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญยิ่งในการรับมือกับสถานการณ์ COVID-19 ขณะนี้ติดตามการพูดคุยกับคุณชัชสรัญย์ เลิศเกียรติวงศ์ นักวิเทศสหการชำนาญการพิเศษ เกี่ยวกับเบื้องหลังของการทำงานความร่วมมือไตรภาคีว่ามีความท้าทายในการทำงานอย่างไรบ้าง

